นครศรีธรรมราช: Nakhon Si Thammarat THAILAND
 
 

  หัวข้อ
 ร่วมสืบสาน"มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก

   

สืบสานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก 'มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นพระธาตุ'          ที่เมืองนครกวนข้าวมธุปายาสถวายเป็นพุทธบูชา-รำลึกถึงพระพุทธองค์ ”จาตุรงคสันนิบาต”

          นครศรีธรรมราช เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่มาแต่ในอดีต เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญในทุกๆ ด้านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็น เมืองศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัย ในอดีตเมืองนครศรีธรรมราชมีเมืองบริวารมากถึง 12 เมือง จึงมีการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เมือง 12 นักษัตร”

            โดยเฉพาะยังเป็นเมืองศูนย์กลางการศาสนา มีพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นสง่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองและถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วไปมายาวนานนับพันปี ดังนั้นนครศรีธรรมราชจึงมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ประเพณีชักพระออกพรรษา ทำบุญให้ทานไฟ มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ งานเทศกาลบุญสารทเดือนสิบ เป็นต้น โดยเฉพาะประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” เป็นประเพณีที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช

            การจัดประเพณี “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” เป็นประเพณีที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองนครศรีธรรมราช เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราชประเพณีหนึ่ง“ทั้งนี้เพราะประเพณีนี้ไม่มีปฏิบัติกันที่ใดในประเทศไทยและในโลกนอกจากเมืองนครเท่านั้น” แต่เดิมจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือ วัน“มาฆบูชา” และในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 หรือวัน “วิสาขบูชา” แต่ในระยะหลัง ๆ ประชาชนชาวพุทธจากทั่วสารทิศจะนิยมมาร่วมแห่ผ้าขึ้นธาตุในวัน”มาฆบูชา”มากกว่าในวันวิสาขบูชา ทางจังหวัดจึงหันมาเน้นการจัดงานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาเป็นหลัก และเรียกว่าประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในวันวิสาขบูชาก็ยังมีการนำผ้าพระบฏขึ้นไปโอบห่มองค์พระบรมธาตุอยู่เช่นกัน

             ประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ของชาวนครศรีธรรมราชจึงเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน โดยประเพณี”มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552  ซึ่งประชาชนชาวพุทธจะเริ่มหลั่งไหล เดินทางมาพร้อมกันตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 ใน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพื่อร่วมกิจกรรมกวน “ข้าวมธุปายาส” ซึ่งเชื่อเป็นข้าวทิพย์หรืออาหารวิเศษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวพุทธประวัติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอีกเช่นกัน ในวันประกอบแห่ผ้าขึ้นธาตุจะมีประชาชนชาวพุทธทั้งในและต่างจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาพุทธมาร่วมกิจกรรมมืดฟ้ามัวดิน โดยมารวมตัวกันบริเวณสนามหน้าเมืองและศาลาประดู่หกเพื่อร่วมในพิธีเปิดประเพณี”มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” หลังเสร็จพิธีเปิดขบวนก็จะเคลื่อนไปตามถนนราชดำเนิน นำขบวนโดยวงดุริยางค์ ตามด้วยขบวนแห่ผ้าพระบฏพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และขบวนแห่ผ้าพระบฏจากกลุ่มพลังมวลชนต่าง ๆ มุ่งหน้าสู่พระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุวร มหาวิหารขบวนยาวหลายกิโลเมตรเพื่อนำผ้าพระบฏเข้าสู่พิธีกรรมถวายผ้าพระบฏและให้ตัวแทนนำผ้าพระบฏทั้งหมดขึ้นไปโอบห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ต่อไป สำหรับพระบรมธาตุเจดีย์ยอดทองคำจังหวัดนครศรีธรรมราช นั้นเชื่อว่าภายในองค์พระบรมธาตุเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุโดยเฉพาะพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า(พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย)ประดิษฐานอยู่

            ส่วนประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุตามตำนานระบุว่าในราว พ.ศ. 1773 ในขณะที่ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช และชาวเมืองนครศรีธรรมราช กำลังจัดเตรียมงานสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ปรากฏว่ามีชาวเมืองอินทรปัตย์ในเขมร จำนวนประมาณ 100 คนจะนำไปบูชาพระเขี้ยวแก้วในศรีลังกาโดยเดินทางด้วยเรือสำเภาเพื่อนำผ้าพระบฏซึ่งเป็นผ้าที่มีลายเขียนเกี่ยวกับพุทธประวัติ มุ่งหน้าไปบูชาพระพุทธเจ้าที่เมืองลังกา แต่เรือสำเภาเกิดถูกพายุจนอับปางกลางทะเล ผ้าพระบฏและชาวอินทรปัตย์รอดชีวิตประมาณ 10 คนถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นที่ชายหาด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ชาว อ.ปากพนัง จึงนำผ้าพระบฏมาถวายพระเจ้าศรีธรรมโศกราช หลังจากนั้นจึงมีมติร่วมกันว่าในการสมโภชพระบรมธาตุจะมีการนำเอาผ้าพระบฏขึ้นไปโอบห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ในวันเพ็ญเดือน 3 หรือ”วันมาฆบูชา” โดยวันนี้เกิดปรากฏการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาขึ้นคือเป็นวันที่พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป เดินทางมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งพระสงฆ์เหล่านั้นล้วนแต่เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นพระอรหันต์ผู้ได้บรรลุอภิญญา 6 โดยพระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโอวาทปาฎิโมกข์ให้กับพระสงฆ์ที่มาประชุมได้สดับ ดังนั้นวันมาฆบูชาจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า     ”วันจาตุรงคสันนิบาต “ โดยมติดังกล่าวชาวอินทรปัตย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจึงเกิดขึ้นและยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

            โดยการจัดกิจกรรม มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุในปี 2552 มุ่งเน้นการส่งเสริมประเพณีดั้งเดิมและเป็นการรื้อฟื้นกิจกรรมบางอย่างที่ขาดหายไปกลับมา เพื่อสร้างเอกลักษณ์และเรียกอดีตความยิ่งใหญ่ของเมือง 12 นักษัตรกลับคืนมาและยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดด้วย โดยมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น  ในคืนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ประกอบพิธีกวนข้าวมธุปายาส ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พิธีสมโภชผ้าพระบฏใน อ.ปากพนัง สถานที่เดิมที่พบผ้าพระบฏครั้งแรก จากนั้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะมีขบวนแห่ผ้าพระบฏจาก อ.ปากพนัง มามอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อทำพิธีเปิดงานประเพณีมาฆบูชา ณ บริเวณศาลาประดู่หก ก่อนจะเคลื่อนขบวนแห่ไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ทำการประกอบพิธีทางศาสนาถวายผ้าพระบฏนำขึ้นไปโอบห่มรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ต่อไป สำหรับผ้าพระบฏที่นำมาเย็บต่อกันด้วยความยาวของผ้า 1,250 เมตร เป็นการสื่อความหมายถึงพระอรหันต์ 1,250 รูป ที่เดินทางมาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

          นายภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช  เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมและประเพณีดั้งเดิม รวมทั้งโครงการที่จังหวัดดำเนินการอยู่คือ”นครเมืองมงคล คนทำดี” ดังนั้นกิจกรรมที่กำหนดในปีนี้จึงต้องเน้นให้สอดคล้องกับสิ่งที่เคยปฏิบัติในสมัยโบราณด้วย และต้องพัฒนาให้โดดเด่นก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมที่กระทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น การนำสินค้าในแต่ละท้องถิ่นมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน การร่วมพิธีกวนข้าวมธุปายาส และร่วมในพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ รวมทั้งร่วมบริจาคทรัพย์สินเงินทองเป็นพุทธบูชาเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ นอกจากนี้จะมีการแสดงของศิลปินพื้นบ้านเกี่ยวกับพุทธประวัติ การสวดพระพุทธมนต์หรือสวดพระปาติโมกข์ และในปีนี้จะมีการจับไปรษณียบัตรที่ประชาชนเขียนความตั้งใจจะทำความดีตามโครงการ”เมืองนครเมืองมงคล คนทำดี “นับพันรางวัลด้วย

            ดังนั้นประชาชนชาวพุทธทั้งหลายความเชื่อโบราณบ่งบอกเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ไว้ว่า “เกิดมาทั้งที แม้ไม่ได้ร่วมสร้าง ขอให้ได้ร่วมซ่อม” แต่หากไม่มีโอกาสร่วมทั้งสร้างและซ่อม ก็ขอให้ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมแห่ผ้าขึ้นธาตุเมืองคอนสักครั้งก็ถือว่าเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ไม่เสียทีเกิดมานับถือพุทธศาสนา โดยเชื่อกันว่าหากจะทำบุญหรือกราบไหว้บูชาให้ได้กุศลจริง ๆจะต้องปฏิบัติเฉพาะพระพักตร์พระองค์หรือใกล้ชิดพระพุทธองค์มากที่สุดเท่านั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้วแต่ยังมีตัวแทนอยู่ เช่น เจดีย์ และพระพุทธรูป เป็นต้น การกราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านี้ก็เสมือนว่าได้ทำบุญหรือกราบไหว้บูชาอย่างใกล้ชิด กับพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน.

 

ไพฑูรย์  อินทศิลา /นครศรีธรรมราช

                14 ม.ค. 2552

 

โดยคุณ ไพฑูรย์ อินทศิลา 118.173.32.7 [14-01-2009 09:01:26]
 < เปิด/ปิด ส่วนแสดงความเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ ในการตอบด้วยนะครับ
ความคิดเห็น
โดย
Email

 
 

พิมพ์รหัสที่ปรากฏ ในช่องที่ระบุ(4 ตัวอักษร). เป็นตัวเลข 0..9 และตัวอักษร A..Z .



หากไม่สามารถอ่านข้อความภาพที่ปรากฏได้ กรุณากดปุ่มเพื่อสร้างรหัสภาพใหม่
  



 


 


Warning: mysql_close(): 6 is not a valid MySQL-Link resource in /home/nakhonsi/domains/nakhonsi.com/public_html/libs/dblib.php on line 13
บริษัท ซีเจ เวิลด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด  6/107 ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง 
จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000  Tel: 0-7532-5196-7 Fax : 0-7532-5197