นครศรีธรรมราช: Nakhon Si Thammarat THAILAND
 
 

  หัวข้อ
 คุณค่าภูมิปัญญาชาวใต้ในบุญสารทเดือนสิบ

คุณค่าภูมิปัญญาชาวใต้ในบุญสารทเดือนสิบ


งานเทศกาลเดือนสิบ มีมาตั้งแต่เมื่อไร

          “งานเทศกาลเดือนสิบ” จัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ที่สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินสร้างสโมสรข้าราชการ ซึ่งชำรุดมากแล้ว  โดยในช่วงนั้นพระภัทรนาวิกจำรูญ  (เอื้อน  ภัทรนาวิก)  ซึ่งเป็นนายกศรีธรรมราชสโมสรและพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมจัดงานประจำปีขึ้นโดยได้กำหนดเอางานทำบุญเดือนสิบมาจัดงานประจำปี  พร้อมทั้งมีการออกร้านและมหรสพต่างๆ มีระยะเวลาในการจัดงาน ๓ วัน ๓ คืน  งานพัฒนาและยิ่งใหญ่มาโดยลำดับ  จนจัดเป็นงานใหญ่เทศกาลเดือนสิบจัดงาน ๑๐ วัน ๑๐ คืน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕  ทางจังหวัดได้ย้ายสถานที่จัดงานจากสนามหน้าเมืองไปยังสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔ (ทุ่งท่าลาด)      ซึ่งมีบริเวณกว้างและได้มีการจัดตกแต่งสถานที่ไว้อย่างสวยงาม รวมทั้งได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดงานไปจากเดิมหลายประการและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

        หฺมฺรับ

หฺมฺรับ  หมายถึง  การจัดเตรียมเสบียงอาหารในภาชนะ  มีกระบุง  กระจาด  ถาด  เป็นต้น  ไปถวายพระสงฆ์  เพื่อเป็นทานอุทิศไปให้แก่บรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับไปแล้ว  นอกจากจะบรรจุเสบียงอาหารในหน้าเทศกาลแล้ว  จะต้องประกอบด้วยขนมเอกลักษณ์  พอง  ลา  บ้า  ดีซำ  ตามจิตคิดหมาย  ขนมที่ใช้ทั้งหมดนั้นมุ่งมั่นที่จะใช้แปรเป็นกระแสจิต  เพื่ออุทิศแก่จิตวิญญาณทั้งหลายตามจุดมุ่งหมายของลูกหลาน  คือ  จัดขนมพองที่มีลักษณะฟ่องฟูลอยได้นี้  ให้ใช้แทนพาหนะสำหรับเดินทาง จัดขนมลาที่สานกันอย่างประณีตนั้นแทนเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่  จัดขนมบ้าที่มีลักษณะแบนกลมคล้ายสะบ้า  แทนเครื่องเล่นนันทนาการคลายเหงา  และจัดขนมดีซำที่มีลักษณะกลมและมีรูตรงกลางเหมือนเงินตราที่เคยใช้มาแต่โบราณ เพื่อให้ท่านมีเงินพอแก่การจับจ่ายใช้สอย  โดยเอาใจใส่ตกแต่งด้วยจิตผูกพันในบรรพบุรุษ ปลายสุดของกรวย จะใช้แก้วน้ำใส่น้ำไว้เพื่อเป็นสื่อสำหรับส่งทานเหล่านี้ไปให้ถึงบรรพบุรุษทั้งหลาย

 

            รวมรับน้ำใจ  สานสายใยวงศ์ญาติ

            วันทำบุญเดือนสิบเป็นวันชุมนุมญาติพี่น้องชาวนครฯ ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานวันส่งตายายถือเป็นวันสำคัญมาก วันแรม ๑ ค่ำที่เปตชนได้ขึ้นมาเยี่ยม     ลูกหลานไม่ได้ทำบุญต้อนรับยังไม่เป็นไร  เพราะถือว่ายังพอมีเวลาพบปะต้อนรับกันได้อีกหลายวัน แต่วันแรม ๑๕ ค่ำ อันเป็นเวลาของเปตชน ที่ต้องกลับไปเสวยกรรมในยมโลกตามเดิมนั้นสำคัญยิ่งนัก  เพราะการได้ทำบุญ  ในวันนี้จะทำให้เกิดความสบายใจทั้งผู้ไปและผู้มาส่ง  กล่าวคือผู้ไปก็ไปอย่างมีความสุขเพราะมีญาติ  มาส่ง และมีของหรือบุญกุศลมาฝาก  ส่วนผู้ที่มาส่งก็รู้สึกสบายใจที่ไม่ทำให้ญาติของตนเหงา  และมีบุญและของมาฝาก การจัดงานวันส่งตายายจึงมีความพิถีพิถันละเอียดอ่อน  และเป็นการทำด้วยใจ          ชาวนครฯส่วนใหญ่มักมีใจจดจ่ออยู่กับวันทำบุญเดือนสิบ หากชาวนครฯคนใดไปหากินต่างบ้านต่างเมืองเมื่อใกล้จะถึงเทศกาลเดือนสิบก็มักจะรีบเตรียมตัวกลับบ้านเกิดเมืองนอนเป็นการกลับสู่ ภูมิลำเนา เพื่อมาร่วมงานบุญด้วยความสำนึกว่า  ปีหนึ่งได้ทำบุญให้ญาติผู้ตายครั้งหนึ่ง  และด้วยความคิดที่ว่า “ต้องทำบุญที่วัดที่ญาติผู้ตายเคยไปเป็นประจำหรือศรัทธาเป็นพิเศษ”    ด้วยแล้ว  เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกลับมาทำบุญที่บ้าน งานเทศกาลเดือนสิบจึงเป็นงานรวมญาติครั้งใหญ่  วันนี้พี่น้องที่แยกกันไปทำงานทั้งใกล้และไกลจะมาพบหน้ากัน ผู้เฒ่าผู้แก่เห็นหน้าลูกหลานจะรู้สึกเบิกบานใจ  ต่ออายุให้ยืนยาวไปอีกหลายวัน

            วันแรม  ๑๓ ค่ำ  ซึ่งเรียกว่า  “วันจ่าย”  บรรยากาศของตลาดนัดวันนี้มีความคึกคักและมีสินค้าพิเศษเฉพาะวันจำหน่ายเมื่อลูกหลานมาพร้อมหน้าพร้อมตาก็จะช่วยกันเตรียมสิ่งของทำบุญ  โดยจะไปซื้อหาของที่ตลาดนัด  ซึ่งจัดเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะขนมเอกลักษณ์บุญสารทเดือนสิบของเมืองนครฯ  อันเป็นขนมพอง  ขนมลา  ขนมบ้า  ขนมดีซำ  และขนมกง  รวมทั้งพืชผักผลไม้  เช่น  กล้วย  อ้อย  ข้าวโพดมีฝักติดต้น  และตะไคร้  เป็นต้น  ผู้คนมาจับจ่ายซื้อหาของที่จะจัดให้ตายายกันคึกคักเป็นพิเศษ  ตั้งแต่เช้ามืด  และที่แปลกตากว่าวันอื่นๆ  ตรงที่ทุกคนมุ่งมาซื้อของจัดหฺมฺรับ  และถือของกลับบ้านไปเหมือนๆ  กัน  บรรยายกาศอย่างนี้หาดูที่ไหนไม่ได้

 

ถือโอกาสระลึกคุณ  ก่อเกื้อบุญตอบแทน

            การ  “ยกหฺมฺรับ”  เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพชน  ด้วยการจัดทำ   หฺมฺรับนั้น  มีส่วนสัมพันธ์กับจิตวิญญาณของผู้ตายสูงมาก  ในการสรรหาของมาใส่ภาชนะ ที่เตรียมไว้  แต่เดิมนิยมใช้ภาชนะสานเป็นกระบุงหรือกระจาดทรงเตี้ย  จัดของใส่ไว้เป็นชั้น  ชุดๆ  เป็นสำรับ  (ปักษ์ใต้เพี้ยนเสียงเป็น หฺมฺรับ) แยกจากกันคือ  ชั้นล่างสุด  นิยมใส่ข้าวสาร  หอม  กระเทียม  ชั้นถัดมาเป็นพวกผลไม้  ของใช้ประจำวัน  ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นขนมเอกลักษณ์ของงานเดือนสิบมี  ขนมพอง  ขนมลา ขนมบ้า  ขนมดีซำ  และขนมกง  การจัดหาของมาใส่หฺมฺรับ  จะต้องเป็นสิ่งที่คิดว่าญาติผู้ตายของเราเคยใช้ชอบใช้  ทั้งนี้เพื่อให้ได้ของที่ถูกใจและตรงกับรสนิยม  จะได้ไม่เสียความรู้สึกเมื่อรับของไปใช้  รวมทั้งขนม ๕ อย่าง  ที่บรรพบุรุษเราเคยคิดสร้างขึ้นมาแทนค่าวัตถุทางใจ โดยใช้ขนมพองแทนแพข้ามห้วงกรรม ขนมลาแทนเสื้อผ้า ขนมบ้าแทนสะบ้า  ใช้เล่นงานรื่นเริง  ขนมดีซำ  จะได้ใช้ต่างเบี้ย  และขนมกง ใช้เป็นเครื่องทรงเครื่องประดับ กระแสจิตที่เรานึกจะทำให้เปลี่ยนวัตถุที่เราจัดไว้เป็น “จิต”  สามารถติดต่อกับ “จิต”  ของผู้ตายได้เจตนาที่ใช้สิ่งของนี้ถึงผู้ตาย เห็นได้จากรูปทรงการจัด    ซึ่งมักจะมีการจัดเป็นรูปกรวยคล้ายบัวตูม คือ จัดพุทธภูมิ  และที่ปลายยอดแหลมก็จะมีแก้วใส่น้ำใช้เป็นสื่อนำ  กรวดน้ำชำแรกพระแม่ธรณี  ดังคาถาที่พระท่านปรารภผลทานขณะกรวดน้ำ  “ยถา  วาริวหา  ปูราปาริปุเรนติ  สาครํ....”  เป็นต้น        มีความหมายเป็นไทยว่า   “ห้วงน้ำที่เต็ม  ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้  ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น  ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้ว  ตั้งใจแล้วจงสำเร็จโดยพลัน  ขอความดำริทั้งปวงจงบริบูรณ์เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ  เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรแก่การยินดี”  หลังจากจัดหฺมฺรับเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการยกหฺมฺรับไปทำบุญที่วัดในตอนเช้าของวันแรม ๑๔ ค่ำ  โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยม  หรือศรัทธาด้วยคิดว่า  หากญาติ     ผู้ตายได้ขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานจริง  ท่านก็คงจะมาที่วัดนี้  กล่าวได้ว่าการทำทุกขั้นตอนทำด้วยจิตที่ผูกพันถึงผู้ตาย นับเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ควรจะได้รับสืบทอดต่อไป

แสนอาทรผู้ด้อยโอกาส

            งาน  “ตั้งเปรต”  ปลูกฝังให้คนมีความเมตตากรุณาเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขไม่เลือกหน้า  ในวันแรม ๑๔ ค่ำ  เดือนสิบ  ซึ่งเป็นวันที่ลูกหลานยกหฺมฺรับไปถวายพระไปทำบุญที่วัด เพื่อสร้างบารมีบุญราศีให้แก่ตนเองและผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  ทั้งเป็นการเตรียมของที่จะฝากกลับคืนไปให้ญาติ   ผู้ตายใช้ในช่วงเสวยกรรมต่อไปนั้น  ผู้ตายที่มีลูกหลานก็มีโอกาสที่จะได้รับของฝากจากลูกหลาน  แต่คนที่พิการ  ทุพพลภาพ  และขาดญาติพี่น้องหรือมีญาติแต่ญาติไม่เหลียวแล ไม่คิดถึง ไม่ห่วงใย  จะไม่ได้รับบุญกุศล  คนใต้โดยเฉพาะชาวนครศรีธรรมราชมีใจเมตตากรุณารู้ว่า  มีผู้ตายส่วนหนึ่งตกอยู่ในสภาพนี้  การที่จะปล่อยให้เขากลับไปด้วยสภาพจิตที่เศร้าหมอง  เราก็พลอยเศร้าหมองด้วย  ในโอกาสนี้จึงได้จัดอาหารส่วนหนึ่งใส่กระทงไปวางไว้ตรงปากทางเข้าวัด นอกกำแพงวัดเพื่อแผ่บุญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับที่ตกอยู่ในสภาพที่กล่าวมาเรียกกันว่า  “ตั้งเปรต”  ในระยะหลังมีการพัฒนาที่จัดวางเป็นร้านสูงพอประมาณ  เรียกว่า  “หลาเปรต”  หลังจากเอาขนมมาตั้งบนหลาเปรตแล้ว เจ้าพิธีก็จะเอาสายสิญจน์มาผูกหลาเปรตเพื่อให้พระสวดบังสุกุล  เพื่อแผ่ส่วนกุศลให้ผู้ตาย  พอจบพิธีผู้คนก็จะแย่งขนมกันอุตลุดเพราะถือว่า  การกินของที่เหลือจากการเซ่นไหว้บรรพชนนั้นได้กุศลแรง  เป็นอาหารทิพย์  เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว  ลักษณะการแย่งขนมกันเรียกว่า  “ชิงเปรต”  ปัจจุบันนี้ยังพอมีกิจกรรมนี้ให้เห็นบ้างตามวัดในชนบท  

 

เตือนสติไม่ประมาททำบาป

            ความทุกข์ทรมานของเปรตน่าจะเป็นสิ่งเตือนใจให้คนกลัวบาปกลัวกรรมได้   วิสัยแห่งเปรตเป็นผู้ที่อยากตลอดเวลาหาความอิ่มไม่ได้  ทุรนทุรายแสวงหาอยู่เสมอ หากไม่มีคนจัดส่งผลบุญไปให้  คงจะต้องดิ้นรนน่าสงสารในไตรภูมิพระร่วง  กล่าวถึงผู้ที่อยู่ในเปตภูมิว่ามีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าสัตว์นรก  เพราะไม่ถูกยมบาลลงโทษแต่ได้รับความเดือดร้อนเพราะตัว เอง  เช่น  บางพวกปากเท่ารูเข็ม  ตัวสูงเท่าต้นตาล  ผอมมาก  อดอยากเป็นที่สุด  เพราะตระหนี่ไม่ยอมทำบุญให้ทาน  บางพวงมีเล็บยาว อดอยาก  เพราะชอบกินสินบน  บางพวกตัวงาม  แต่ปากเหม็น  มีหนอนกินปาก  เป็นพวกรักษาศีล แต่ยุยงให้กลุ่มแตกแยกกัน  เป็นต้น  จากการที่ได้ร่วมทำบุญและคิดถึงญาติผู้ตายที่ต้องตกทุกข์ได้ยากแล้ว  ลูกหลานที่จินตนาการภาพเหล่านี้  อาจจะมีความคิดเกรงกลัวว่าจะได้รับความยากลำบาก อย่างเปตชนเหล่านั้น  นับเป็นวิธีการเตือนสติที่ฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงโอดโอยของเปรต ๔  ตัว  ที่สำนึกบาปได้  เปล่งเสียงประหลาดมีคำหลักว่า  “ทุ” ใจความว่า  เมื่อมีทรัพย์ไม่คิดที่จะถวายทาน  “” ใจความว่า  ต้องทุกข์ทรมานในนรก  ไม่รู้เวลาจะสิ้นสุด   “” ใจความว่า  เพราะทำกรรมชั่วในกาลก่อน  การชดใช้กรรมย่อมไม่มีที่สิ้นสุด  “โส”  ใจความว่า  ถ้าพ้นกรรมนี้ได้  จะทำตนให้เป็นผู้ที่รู้จักเชื่อฟัง  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ถึงพร้อมด้วยศีล  ทำบุญกุศลให้มาก  ความดังกล่าวนั้น  เป็นการเตือนสติไม่ให้เราตกไปเป็นเปรต หมั่นทำตนให้ถึงพร้อมด้วยปัญญา  บริจาคทาน  สร้างบุญกุศลเพื่อเป็นทุนแก่ตนในวันหน้า  ด้วยใจที่หนักแน่นมั่นคง 

 

จิตซึมซาบกรรมดี  สืบสานประเพณียืนยง

      งานบุญสารทเดือนสิบ  ถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวที ของลูกหลานที่มีต่อบรรพบุรุษ  และเป็นโอกาสได้รวมญาติพี่น้องที่ย้ายไปทำงานต่างบ้านต่างถิ่น  นอกจากจะได้ร่วมกันทำบุญแล้วยังได้พบปะถามสารทุกข์สุกดิบ  เป็นการฟื้นความทรงจำ  สร้างความสัมพันธ์ให้ยืนยง มั่นคงตลอดไป  หากมีความเชื่อดังที่กล่าวมา  และลูกหลานพร้อมจะศึกษาและร่วมงานบุญนี้ร่วม กับญาติผู้ใหญ่  ประเพณีอันดีงามนี้ก็จะมีสืบสานต่อไปได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

 

 

โดยคุณ ผศ.ประหยัด เกษม 61.7.240.130 [26-09-2010 15:09:48]
 < เปิด/ปิด ส่วนแสดงความเห็น
แสดงความเห็นได้ที่นี่
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ ในการตอบด้วยนะครับ
ความคิดเห็น
โดย
Email

 
 

พิมพ์รหัสที่ปรากฏ ในช่องที่ระบุ(4 ตัวอักษร). เป็นตัวเลข 0..9 และตัวอักษร A..Z .



หากไม่สามารถอ่านข้อความภาพที่ปรากฏได้ กรุณากดปุ่มเพื่อสร้างรหัสภาพใหม่
  



 


 


Warning: mysql_close(): 6 is not a valid MySQL-Link resource in /home/nakhonsi/domains/nakhonsi.com/public_html/libs/dblib.php on line 13
บริษัท ซีเจ เวิลด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด  6/107 ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง 
จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000  Tel: 0-7532-5196-7 Fax : 0-7532-5197